Tags: Article, Diary, Linux, Networking, Ubuntu, VAIO
Entry นี้ค่อนข้างยาว, วกวน และอาจจะ Bias ไปทางร้ายหน่อยนะครับ เพราะจะระบายความอัดอั้นกับปัญหาที่ผมเจอจากการใช้งาน “Linux ที่ง่ายที่สุดในโลก” มากมาย ตั้งแต่เรื่องหยุมหยิมจนถึงระดับที่ทำ VAIO (VGN-SZ477N/C) ผมพัง ต้องส่งเข้าศูนย์ซ่อม (เกือบ) เสียเงินเป็นหมื่นเลยทีเดียว
เรื่องมันเริ่มจากตอนช่วง #FreshyCamp5 ที่ @klainfo เอา Ubuntu มาอวดให้ผมดู ผม (ซึ่งเป็นชาว PC ที่ใช้ Vista เป็นหลักมาแสนนาน) ก็เห็นว่ามันวูบวาบๆ น่าสนุกดี ทั้งๆ ที่งานก็เพียบอยู่แล้ว ยังคิดจะหาเหาใส่หัว ลองเล่น Ubuntu ดูสักที พอจบค่ายกลับถึงบ้านก็ไม่รอช้า เคลียงานเร่งด่วนนิดๆ หน่อยๆ (จัดเครื่องให้เรียบร้อย, เช็คเมลล์ และบลาๆ) ในระหว่างนั้นก็หาข้อมูลคร่าวๆ จากคนอื่นไปด้วย โจทย์แรกเลยก็คือจะลง 32bit หรือ 64bit ดี โดย Google ไปนิดหน่อย และตัดสินใจเลือกลง 64bit ตามคำแนะนำของ @sirn หลังจากนั้นก็ไม่รอช้า เข้าเว็บของ Ubuntu จัดแจงโหลด CD Image มาให้เรียบร้อยเผาลงแผ่น
ความประทับใจแรกพบกับเจ้า Ubuntu นี่ก็คือ Wubi นี่แหละครับ จริงๆ ก็เคยได้ยินกิตติศัพท์มาได้พักใหญ่ๆ แล้ว แต่ไม่เคยใช้เองจริงๆ สักที พอเอาแผ่นใส่เครื่องปุ๊บ Wubi เด้งขึ้นมา พร้อมกับข้อความเตือน Daemon Tools Fail อะไรซักอย่างจำไม่ได้แล้ว แต่ช่างมันเถอะ เรื่องเล็กน้อยไม่เป็นไร เรามองข้ามมันได้เสมอ ขึ้นตอนการติดตั้ง Ubuntu ผ่าน Wubi ก็ไม่มีอะไรมากเหมือน Setup โปรแกรมทั่วๆ ไป (แต่เร็วมากๆ เพราะมันแค่สร้าง Disk Image กับจัดแจงเรื่อง Bootloader นิดหน่อยละมั้ง) เลือก Option เป็นภาษาอังกฤษ (อย่าว่าผมกระแดะเลยนะ ผมนิยม Consistency ในภาษาอังกฤษมากกว่าคำว่า “พื้นโต๊ะ” กับ “เดสก์ทอป” ปนกัน) พร้อมทั้งกรอก Username และ Password ให้เรียบร้อย รอจน Progress Bar ขึ้นเต็ม หลังจากนั้นก็ Reboot แล้วเลือกเข้า Ubuntu รอมันติดตั้งอะไรต่ออีกนิดหน่อย แต่ปัญหาคือ Interface เจือกเป็นภาษาไทยเฉยเลย เอาเถอะช่างมัน เข้า Ubuntu แล้วน่าจะเปลี่ยนได้ ก็ OS หรูออกขนาดนี้
หลังจากติดตั้งเสร็จเรียบร้อย Boot อีกรอบนึง ผมได้สัมผัสกับ Ubuntu จริงๆ เป็นครั้งแรก (ไม่นับที่เคยเล่น Live CD ผ่านๆ) Interface สีส้มบาดตาไม่ถูกใจผมเท่าไหร่ แต่มันเป็นเรื่องของรสนิยมส่วนบุคคล สิ่งแรกที่ผมทำเลยก็คือ Update ซึ่งก็ไม่มีปัญหาอะไร ผ่านไปด้วยดี จากนั้นก็เข้า Add/Remove โปรแกรมไปหาโปรแกรมอะไรมาลองเล่นดูสักหน่อย ซึ่งก็สะดวกดี ไม่มีปัญหาอะไร มาถึงตอนนี้ผมนึกได้ว่าผมยังไม่ได้เปลี่ยนภาษากลับเป็นภาษาอังกฤษเลย ว่าแล้วก็ไม่รอช้า เข้าไปโหลดภาษาอังกฤษมาลง เปลี่ยนภาษา reboot เครื่องทีนึง (ลอง Logout แล้ว แต่ยังเหลือภาษาไทยในหน้า Login) กลับเข้ามาที่ Ubuntu ก็ประทับใจที่เดียวที่มันถามว่าจะเปลี่ยนชื่อ Folder ต่างๆ จากภาษาไทยเป็นอังกฤษด้วยมั้ย กด OK ไป โอ้โห! ชื่อ Folder กลายเป็นภาษาอังกฤษหมดแล้ว สะดวกจริงๆ แต่ดันเหลือ Folder “เดสก์ทอป” เป็นภาษาไทย คู่กับ “Desktop” ภาษาอังกฤษซะงั้น เพราะผมมีไฟล์อยู่บน Desktop นิดหน่อย ซึ่งตรงนี้ก็ไม่มีปัญหาอะไรมาก ย้ายไฟล์แบบ Manual แล้วลบ “เดสก์ทอป” ทิ้ง Login/Logout ทีนึงก็หาย แต่ปัญหามันดันไม่จบแค่นั้น เมื่อผมเข้าไปที่ Add/Remove เพื่อจะลงโปรแกรมอีกที คราวนี้ชื่อ Category มันยังค้างเป็นภาษาไทยอยู่ จะเปลี่ยนภาษากลับไปกลับมายังไงก็ไม่หาย ถึงจะไม่เป็นปัญหาอะไรมาก แต่มันคาใจผม – -” สุดท้ายเลยตัดสินใจ ลบ Ubuntu ทิ้งแล้วลงใหม่อีกรอบทั้งหมด เพราะคิดว่าตอนแรกอาจจะตาลายเลือกภาษาไทย คราวนี้จะไปกดภาษาอังกฤษอีกรอบนึงให้ชัวร์ (ซึ่งก็อย่างที่บอกไปแล้ว กดอังกฤษได้ไทย) ซึ่งตรงนี้ก็มีอีกจุดที่ประทับใจผมมาก คือมัน Uninstall เร็วเหลือเชื่อ ไม่ทิ้งอะไรค้างคาไว้ใน Windows แม้แต่น้อย และไม่มีตัวเลือกให้ Backup ข้อมูลจาก Ubuntu กลับมาใดๆ ทั้งสิ้น หลังจากที่ Reinstall เสร็จเรียบร้อย คราวนี้ก่อนจะทำอย่างอื่นผมไปกดเปลี่ยนภาษาเป็นอย่างแรกเลย ซึ่งก็ได้ผล Category เป็นภาษาอังกฤษละ
มาถึงตอนนี้ผมเริ่มรู้สึกว่าจอมันสว่างจ้าๆ พอเอื้้อมมือไปกดปุ่มปรับ LCD Brightness ก็พบว่ามันใช้ไม่ได้ ทั้งๆ ที่ปุ่มอื่นๆ เช่นพวกปุ่มปรับระดับเสียงใช้ได้ตามปกติเกือบทุกปุ่ม เลย Google ไปเรื่อยๆ ทำตามวิธีนู้นนี่ จนสุดท้ายมาจบที่ต้องลง NVClock (ซึ่งมันอาจจะเป็นสาเหตุที่ทำเครื่องผมพังนี่ล่ะ) พร้อมทั้งเขียน Shell Script ดัก ACPI Event ของปุ่มปรับระดับแสงกันเอาเอง (รายละเอียดผมรบกวนไป Google กันอีกทีแล้วกันครับ ผมลืม Save หน้านั้นเก็บเอาไว้) ซึ่งตรงนี้ผมก็ยังพอรับได้เนื่องจากได้ยินว่า Linux มันจะมีปัญหากับ Hardware อยู่เนืองๆ อยู่แล้ว
หลังจากนั้นผมก็ลองหาโปรแกรมนู้นนี่ มาลองเล่นดูผ่านๆ แต่ปัญหามันเกิดขึ้นเมื่อตอนจะลบ เพราะดูเหมือนว่าตอนลบผ่าน Add/Remove แล้วมันจะไม่ค่อยสะอาดเท่าไหร่ (แถมมารู้ทีหลังว่าทำแบบนั้น ไม่รู้ชื่อ Package จริงๆ ที่มันลงอีก) ทีนี้ก็ไป Google / ถามชาวบ้าน ดู บ้างก็แนะนำให้ใช้ Aptitude แต่พี่กูบอกผมว่าถ้าตอน Install ไม่ใช้ Aptitude ตอนล้างมันจะไม่เคลีย Dependencies ให้ บ้างก็แนะนำให้ลง Package อีกตัวที่เอาไว้ Scan หา Unused Dependencies แต่ผมขี้เกียจลง จนสุดท้ายไปรู้จักกับ
sudo apt-get --purge autoremove
นี่ล่ะครับ ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเคลียได้สะอาดแค่ไหน แต่เท่าที่ลองใช้ก็น่าพอใจในระดับหนึ่ง
มาถึงตรงนี้ก็เข้าสู่จุดประสงค์หลักที่ผมหันมาจับ Ubuntu สักที นั่นคือ Effect วูบวาบทั้งหลายของ Compiz นั่นเอง ตอนแรกผมพยายามจะเปิดจาก Preset ของ Ubuntu แล้วก็พบว่าเปิดไม่ได้ เพราะยังไม่ได้ Activate Driver ว่าแล้วก็เข้าไปที่ Hardware driver แล้วก็นั่งรอสักพักจนสำเหนียกได้ว่ามันค้างไปเลย เลยใช้วิธีมาตรฐาน (ตั้งแต่เล่น Ubuntu มาไอ้นี่มีประโยชน์มาก อารมณ์คล้ายๆ Ctrl-Alt-Del ของ Windows เลย) คือ Login/Logout แล้วกลับมาดูที่ Hardware Driver อีกที โอเคไม่มีปัญหาละ มี Driver Nvidia ขึ้นมาให้เลือก Activate ก็กดซะ แล้วก็ร้องเพลงรอ จนพบกับหน้าต่าง Fail อะไรก็ไม่รู้ ไม่ว่าจะพยายาม Activate ก็ครั้งๆ แม่มก็ไม่ติด แล้วผมก็ไปโวยวายๆ ใน Twitter จน @champjss บอกมาว่าจริงๆ แล้ว Ubuntu ที่นิยมใช้กันอ่ะมัน 32bit เพราะ 64bit มันมีปัญหากับ Driver หลายๆ ตัวอยู่ ผมเลยนึกว่าเอาแล้วไง เราคง Jackpot โดนปัญหา Driver นี่แล้วละมั้ง (แต่ปัญหาจริงๆ ไม่ใช่ตรงนั้น สำหรับคนที่อ่านผ่านๆ มาอย่าเข้าในผิดนะครับ) เอาเถอะ โหลด 32bit มาลงใหม่ก็ได้
หลังจากที่ไปหาแผ่น Ubuntu 9.04 32bit มาได้แล้ว ก็จัดแจง Uninstall Ubuntu ตัวเดิม แล้วก็ลงตัว 32bit ซะ แล้วก็ Update / เปลี่ยนภาษา ตามระเบียบ เข้าไปพยายามจะ Activate Driver Nvidia อีกรอบ แล้วก็ตายเหมือนเดิม แล้วก็มั่วไปมั่วมา จนบังเอิญไปเปลี่ยน Source Repository ไปใช้ของเกษตรแทน แล้วกด Activate Driver อีกที คราวนี้ผ่านฉลุย คิดว่า Repository เดิมซึ่งเป็น Default ของ Ubuntu คงจะมีปัญหาละมั้ง
จัดการเรื่อง Driver การ์ดจอเสร็จเรียบร้อยผมก็จัดแจงเปิด Effect เต็มที่สุดๆ (เท่าที่ Preset ของ Ubuntu มีให้เหลือแค่ 3 ระดับ) โอเค วูบวาบๆ สะใจดี ถึงจะเสีย Useability ไปพอสมควร แต่นึกขึ้นมาได้ว่า @klainfo โชว์ Desktop Cube ให้ดูด้วย มันเปิดไงวา ถึงตรงนี้ก็นึก Keyword ขึ้นมาได้คำนึงคือ Compiz แล้วเอาไปนั่ง Google ต่อยอดราวๆ 1 ชั่วโมงจนรู้ว่าต้องลง compizconfig-settings-manager ด้วย เพื่อจะ Custom Effect ต่างๆ ซึ่งก็ไม่มีปํญหา สั่งติดตั้งไปตามปกติ แต่ตอนเปิดหน้าต่าง Settings ขึ้นมานี่ผมถึงกับเหวอ เพราะไม่รู้มันใช้ยังไง ซึ่งก็เสียเวลาไปถามวิธีใช้มาจากพี่กูอีกหลายชั่วโมง (หาไป เทสไป เล่นไปนั่นแหละ) ถึงจะรู้ว่าต้องปิดนั่น เปิดนี่ บลาๆ (ซึ่งระหว่างนี้ก็ต้องฟาดฟัน Bug ยิบย่อยระหว่างทางมากมาย ตั้งแต่ Effect ไม่ขึ้นต้องกดอีกรอบ ยันเครื่องค้างแบบทำไม่ได้แม้แต่จะกดปุ่ม Power ค้างไว้เพื่อปิดเครื่อง สุดท้ายต้องถอดแบตออกมาแล้วใส่กลับ) จนพอใช้เป็น และพบว่า Desktop Cube มันดีแต่เท่ห์ ใช้ Desktop Wall ไปนั่นแหละ สะดวกดีอยู่แล้ว
ถึงตรงนี้ผมก็พอจะคุ้นเคยกับ Ubuntu บ้างแล้ว ทีนี้ก็ได้เวลาเตรียม Environment สำหรับพัฒนาโปรแกรมซึ่งก็ไม่มีปัญหาอะไรมาก เพราะงานส่วนใหญ่ที่ผมทำมันก็มักจะใช้เครื่องมือของทาง -nixs อยู่แล้ว ก็มีพวกลง Editor กับปรับแต่ง Environment อะไรนิดๆ หน่อยๆ ปัญหาที่พบช่วงนี้ก็มักจะเป็นเรื่องสิทธิต่างๆ ของไฟล์ (ซึ่งก็เป็นมาตรฐานของ -nixs อยู่แล้ว คงเรียกว่าปัญหาไม่ได้มั้ง) เช่นตอนลง Plugin ต่างๆ ของ Vim ซึ่งต้องเปิด Nautilus ด้วย Root Permission เพื่อที่จะได้ก๊อบไฟล์ไปลงได้ (ผมก๊อบใส่ Folder addons ใน Folder หลักของ Vim พร้อมทั้งเขียน Vim Registry ด้วยมือ จากนั้นใช้ vim-addon-manager ติดตั้งลงไปที่ Folder ของแต่ละ User อีกที ซึ่งสะดวกเวลาที่จะเปิด/เปิด Plugin ต่างๆ แต่เอาเข้าใจก๊อบแล้วโยนใส่ .vim ใน home เลยน่าจะง่ายกว่าเยอะ) นอกจากนั้นก็ยังมีปัญหาที่ผมดันไปเผลอเรียก sudo firefox ครั้งนึง ทำให้ Permission ของ Bookmarks และอื่นๆ กลายเป็นของ Root ไป พอกลับมาเปิดด้วย user ปกติไอ้ของพวกนั้นเลยไม่ขึ้นสักอย่าง สุดท้ายไปเจอวิธีแก้ ซึ่งดูแล้วค่อนข้าง Magic (สำหรับผม) คือ
sudo chown -R: ~/.mozilla
โอเค ก็แก้กลับได้ ไม่มีปัญหา วิธีแก้อันนี้หาเจอค่อนข้างเร็ว เพราะคนมักจะโดนแบบนี้กันบ่อยละมั้ง
ต่อมาเป็นปัญหาใหญ่เกือบที่สุดเท่าที่เจอมา คือในช่วงที่ปรับแต่งนู้นนี่ไปเรื่อยๆ ก็พบว่า ผมไม่สามารถ Upload ไฟล์ใดๆ ไม่ว่าด้วยวิธีการใดๆ ผ่าน Ubuntu ได้เลย (ทั้ง http, ftp, up sync xmarks แม้แต่จะรัน speedtest ก็ยังค้างตอนทดสอบ upspeed) ซึ่งปัญหานี้ทำผมปวดหัวอยู่นานมาก (ราวๆ หนึ่งอาทิตย์เห็นจะได้ จนเกือบจะทำใจยอมแพ้ไปแล้ว) โดยตอนแรกก็แก้ปัญหาคือลบแล้วลงใหม่ ซึ่งก็แน่นอนว่าไม่ได้ผล ต่อมาผมก็ลอง Fresh Install บน Platform ต่างๆ ทั้งบน PC ที่บ้าน, VAIO (ที่มันทำพัง) หรือ VMware ซึ่งก็มีปัญหาเหมือนๆ กันหมด จะก่อน Update หรือหลัง Update ก็ไม่ต่างอะไร ลองปรึกษาชาว Twitter ก็มีคนใจดีหลายๆ คนมาช่วยผมแก้ปัญหา (ขอบคุณ @rtsp ที่คอยให้กำลังใจและคำปรึกษา กับ @lewcpe ที่ลงมาดู Traffic ที่ผม Capture ด้วย Wireshark ไปให้เลย) ต่อไปก็ไล่ไปถึง Router ไม่รู้ว่า Tomato มีปัญหาอะไรกับ Ubuntu รึเปล่า ลอง Upgrade เป็น Tomato ตัวล่าสุด (ทั้งรุ่นปกติและ ND) รวมทั้ง Clear NVRam ตั้งค่าใหม่หมดทุกครั้ง ก็ไม่มีอะไรคืบหน้า ลองถึงขนาดถอด Router ทิ้งแล้วต่อ Modem ให้ Ubuntu Dial PPPoE โดยตรง ก็ยังไม่หาย มาถึงตรงนี้จนปัญญามากๆ จนมาช่วงเปิดเทอมที่ผมยกเครื่องไปทดสอบกับเนตที่มหาลัยนี่ล่ะครับ เป็นครั้งแรกที่ Upload อะไรๆ ผ่าน Ubuntu ได้ (ไม่นับไอ้พวกที่ฟลุ๊กผ่านระหว่างทดสอบนิดหน่อย) แต่พอกลับบ้านมาก็เหมือนเดิม พอกลับถึงบ้านผมก็นึกอะไรแผลงๆ ลองต่อ VPN จากเนตที่บ้านไปที่เกษตร แล้วลอง Upload ดูซึ่งมันก็ดันติดขึ้นมาซะเฉยๆ สุดท้ายเรื่องมากระจ่างตอนที่ไปปรึกษาลุง MaxZerker นี่แหละครับ ลุงแกสุดยอดมาก ผม Brief ปัญหาไปปุ๊บ แก Pinpoint ลงมาได้ทันทีว่า “MTU แน่นอน!” (ขอขอบคุณอีกครั้ง ณ โอกาสนี้ด้วย ลุงช่วงผมได้เยอะมาก)
สรุปคือว่า ไม่แน่ใจว่า True Server, DSlam หรือ Modem ของผมที่ปล่อย MTU มาน้อยกว่าปกติ ทำให้ MTU ที่เป็นค่า Default ของ Tomato (และ Ubuntu ด้วย เป็นสาเหตุที่ทำไมถอด Router ไปแล้วใช้ Ubuntu Dial ก็ยังมีปัญหา) มันสูงกว่าค่าที่ใช้ได้ ทุก Packet ที่ส่งออกไปจึงถูกทิ้งหมด แต่ Windows ปกติแล้วมันจะส่ง Packet ไม่เต็มขนาด MTU เลยหลุดรอดมาได้จนถึงปัจจุบัน โดยวิธีแก้ปัญหาที่ลุงบอกก็คือให้ปรับลด MTU ที่ตั้งใน Tomato ลงนิดหน่อย จน Ubuntu Upload ได้ไม่มีปัญหา โดยหาค่า MTU นี้ได้จากการทดลอง ping ตามนี้ (ผมไม่รู้ว่า IP ที่ลุงให้มามัน Ping ไปที่ไหนเหมือนกันนะครับ และถ้า ip นี้เปิดเผยไม่ได้ ผมรบกวนลุงแจ้งผมอีกทีละกัน จะเอาออกให้ครับ)
ping -l <MTU> 203.144.244.1 -f
ลองลด MTU ไปเรื่อยๆ จนถึงระดับที่มัน Ping ผ่าน จากนั้นเอาค่าที่ได้ +28 (เป็น ICMP Header ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่ามันคืออะไร) จากนั้นเอาไปใส่ที่ Tomato ก็จะใช้ Ubuntu Upload ได้ตามปกติ
มาถึงช่วงนี้ผมเริ่มจะมีความสุขกับ Ubuntu ขึ้นมาบ้าง เพราะใช้งานเริ่มคล่อง และเริ่มรู้จักโปรแกรมเจ๋งๆ บางตัว (เช่น GNOME Do ซึ่งพอตอนนี้กลับมาใช้ Vista เป็นหลักแล้วก็เริ่มคิดถึงมันเหมือนกัน) แต่ปัญหาก็ยังไม่จบสิ้น เพราะอยู่ดีๆ เมื่อผมกดปุ่ม Swap Window (ที่เป็น Compiz Effect นึง ผมจำชื่อจริงๆ ไม่ได้) แล้วก็ตู้ม! กลายเป็นโกโก้ครั้นช์ ภาพเละขึ้นมา และสักพักเครื่องก็ค้างไป (แน่นอนว่าแบบที่กดปิดเครื่องไม่ได้ ต้องถอดแบตสถานเดียวอีกแล้ว) แต่พอผม Boot เครื่องกลับขึ้นมาก็ต้องสยดสยองกับภาพ Bootscreen (ไอ้ที่ขึ้นตอนโหลดอะไรๆ จาก Bios) ที่ยังเละอยู่เหมือนเดิม ขนาดเข้าหน้า Bios Settings ก็ยังเละ ส่วน Windows นั้นไม่ต้องพูดถึง เข้าไม่ได้แล้ว (จอฟ้าตอน Boot) Ubuntu ก็เข้าไม่ได้เช่นกัน (นี่ขนาดลง Wubi เพราะกะว่ามีปัญหาอะไรก็ล้างทิ้งได้ง่ายๆ จาก Windows แล้วนะ หลังจากที่ตีโพยตีพาย (ทั้งบน IRC และ Twitter) ไปได้ซักพัก ผมลองเปิดเครื่องขึ้นมาอีกที ปรากฎว่ามันดันใช้ได้แล้ว และพอได้คุยกับ @rtsp ก็เดาว่าการ์ดจอคงจะ Overheat เนื่องจาก Driver Nvidia ไม่สมบูรณ์, ACPI Support VAIO ไม่สมบูรณ์ หรืออาจจะเป็น nvclock (ซึ่งผมต้องลง เพื่อจะใช้ปุ่มปรับแสง อย่างที่บอกไปแล้ว) ทำให้พัดลมทำงานได้ไม่เป็นประสิทธ์ภาพ จากนั้นผมก็ลอง Boot กลับไปกลับมาระหว่าง Vista กับ Ubuntu นิดหน่อยจนค่อนข้างมั่นใจว่าน่าจะใช้ได้ ก็โล่งใจไปได้เปลาะนึง คิดว่าต่อไปจะลด ละ เลิก การใช้ Ubuntu ลง มันจะไม่ร้อนจนเดี้ยงแบบนั้นแล้วมั้ง พร้อมๆ กับเกิดแรกฮึดเริ่มเขียน Post นี้ขึ้นมา (Post นี้ผมเขียน 2 วันครับ เพราะวันแรกระบายยาวเหยียดจนเลยเวลานอน ต้องรีบไปนอนเอาแรง เดี๋ยวไปเรียนไม่รู้เรื่อง)
แต่เรื่องมันไม่จบแค่นั้น พอมาวันนี้ (วันที่ Publish Post นี้นี่ล่ะ) ผมพก VAIO เพื่อไปใช้เรียนตามปกติ (Windows นำ เปิด Ubuntu นิดหน่อย) พอถึงช่วงกลางวันขณะที่ผมกำลังใช้ Windows เปิดเว็บต่างๆ อยู่ จู่ๆ Firefox ก็อืดนรกๆ ขึ้นมา ทั้งๆ ที่เพิ่งเปิด และเครื่องก็เริ่มอืดตาม จนกระทั่ง… ภาพล่มครับ! อาการเหมือนที่เกิดใน Ubuntu ตะกี๊เปี๊ยบเลย นี่กะว่าไม่ใช้ Ubuntu มันคงไม่เป็นอะไรแล้วเชียวนะ แต่ที่หนักกว่านั้นคือ การ์ดจอมันพังถาวรครับ! ทิ้งไว้ซักพักกะว่าจะให้หายร้อนแล้วกลับมาใช้ต่อมันก็ไม่หาย ถึงตอนนี้ก็ใจหายแวบ รีบโทรติดต่อศูนย์ทันที ก็ได้คำตอบตามฟอร์มคือให้เอาเครื่องมาให้ศูนย์ดูก่อน แต่ปัญหาคือ วันนี้มันเลยกำหนดรับประกันเครื่องผมไป 3 วันแล้วครับ! แต่ก็ทำไงได้ จ่ายแพงแค่ไหนก็คงถูกกว่าซื้อใหม่ หลังเลิกเรียนก็ทำใจแล้วรีบเรียก Taxi นั่งไปศูนย์ Sony ที่เพชรบุรีทันที ไปถึงศูนย์ก็ยกเครื่องให้เจ้าหน้าที่ดู แล้วก็บ่นๆ กับเค้าว่าเพิ่งหมดประกันไม่กี่วันเอง โชคดีครับ เค้าบอกว่าหมดประกัน 1-2 อาทิตย์ปกติจะอนุโลมให้ และโชคชั้นที่ 2 คือบอร์ดรุ่นผม (การ์ดจอเสีย แต่ต้องเปลี่ยนยกบอร์ด) มีของอยู่ใน Stock พอดี จากนั้นก็เซ็นต์เอกสารนิดหน่อย นั่งรอ 1 ชั่วโมงกว่าๆ รับเครื่องกลับมาได้ (ก่อนกลับถามเค้าว่าถ้าหมดประกันไปแล้วเนี่ย อาการนี้จะเสียเท่าไหร่ ซึ่งคำตอบที่ได้ก็คือเฉียดๆ หมื่นนึงครับ) พร้อมกับความตั้งใจที่ว่าจะ Wipe Ubuntu ทิ้งให้หมดแน่ๆ เมื่อกลับถึงบ้าน
มาถึงตอนนี้ ผมลบ Ubuntu ไปเรียบร้อยแล้วครับ (ถึงต้องใช้เรียน ก็จะลงใน VMware เอาแทน มันคงไม่พังเครื่องผมอีกหรอกนะ) โดยรวมประสบการณ์ในช่วง 2 อาทิตย์นี้ของผมก็ทำให้ผมเชี่ยวชาญ Linux ขึ้นจากหน้ามือเป็นหลังเท้า (งานการไม่ยอมทำ นั่ง Config เครื่องไปเรื่อย) และเก็ตไอเดียต่างๆ ของ Linux ขึ้นมาเยอะเลยครับ ผมคิดว่า Ubuntu ถึงจะมีคนเชียร์มากมายยังไง แต่ตอนนี้มันก็ยังไม่เหมาะกับ End User อยู่ดี ขนาดผมคิดว่าตัวเองมีวิทยายุทธแข็งแกร่งพอตัว และรู้จักผู้ใช้ Ubuntu ค่อนข้างเยอะ ยังเจอปัญหาขนาดนี้ (ทั้งเรื่องหยุมหยิมมากมายชวนรำคาญ จนถึง Bug ตัวเบอเร่อ) และกว่าจะแก้ปัญหาแต่ละจุดซึ่งแต่ละคน แต่ละเครื่องคงเจอต่างๆ กันไปก็ใช้เวลานาน โดยมีเพียง Google เป็นเพียงผู้ช่วยหลักๆ คนเดียว แถมไอ้การที่ Ubuntu ทำเครื่องพังนี่ผมรับไม่ได้จริงๆ (บางคนอาจจะเถียงว่ามันอาจจะฟลุ๊กพังตอนใช้ Ubuntu ซึ่งก็เป็นไปได้ครับ เพราะตอนผมใช้ Vista อยู่เดิมก็ใช้งานค่อนข้างนานและหนักหน่วง แต่มันก็ไม่เคยงอแงอะไร) สุดท้ายนี้ผมขอระบายความในใจปิดท้าย Post ว่า
S-Diox on 11 Jun 2009 at 22:40 #
เคยพยายามจะเล่น Ubuntu เหมือนกันเมื่อสองสามปีก่อน แล้วก็เลิกไป เพราะไม่แกร่งกล้าขนาดนั้น
จากนั้นก็ไม่เคยคิดจะแตะ Linux อีกเลย เพราะไม่มีเครื่องมาให้ลองใช้แล้ว…
Jirayu on 11 Jun 2009 at 22:56 #
cwt on 11 Jun 2009 at 23:39 #
ผมก็ลาขาด ubuntu ใช้ fedora แทนแล้วครับ
klainfo on 11 Jun 2009 at 23:49 #
สู้ๆ ยังมี Linux Mint ให้เล่นนะ ดู Interface น่ารักดีออก คิขุ ดี
RTSP on 11 Jun 2009 at 23:56 #
ของเราไม่เคยมีปัญหา แต่เข้าใจเลยว่า ACPI เน่าแล้วมันนรกแค่ไหน (ลองถาม @nattster ได้)
งวดหน้าไว้ลองกับเครื่องที่ชัวร์ๆว่า support acpi ละกัน lol
Blltz on 12 Jun 2009 at 00:00 #
ผมลงผ่าน XP แล้วมันทำ XP เอ๋อๆ ไปนิดหน่อยอ่ะครับ
ตอนนี้ใช้ 7 เต็มตัวไปแล้ว
ปล. แสดงความยินดีกับประสบการณ์ด้วยครับ
Knell on 12 Jun 2009 at 03:46 #
มาอ่านไว้เป็นประสบการณ์ครับ
bugton on 12 Jun 2009 at 08:32 #
ผู้โชคดีอีกหนึ่งท่าน..
k on 12 Jun 2009 at 10:40 #
ผมก็ใช้แต่ Fedora ครับ Ubuntu ผมว่ามันไม่ได้ง่ายกว่าเจ้าอื่นเท่าไหร่หรอกครับ
Kerberos on 13 Jun 2009 at 17:59 #
ที่มันพัง มันเป็นปัญหาที่ชิปของ nVidia ไม่ได้เกี่ยวกับ OS เลย ลองไปดูข่าวนี้ครับ http://www.blognone.com/node/11763 แล้วจะเข้าใจความ…ครับ
KnightBaron on 13 Jun 2009 at 20:39 #
ที่พังอาจจะเป็นที่ NVIDIA จริงๆ ก็ได้ครับ แต่ประสบการณ์ที่ผมได้รับมาในช่วง 2 อาทิตย์นี้คือเจอปัญหานู้นนี่ Combo กันหนักขึ้นเรื่อยๆ จนเครื่องพังไป ซึ่งก่อนหน้านี้ไม่เคยเจออะไรที่เลวร้ายแบบนี้มาก่อน (อาจเป็นเพราะผมมันไร้ประสบการณ์เอง) เกิดเป็นความทรงจำที่ไม่ค่อยน่าประทับใจสักเท่าไหร่ครับ
nxxx on 16 Jun 2009 at 11:46 #
In the world without walls and fences,
who need Windows and Gates.
เท่าที่อ่านมา ดูเหมือนคุณพยายามใช้ Ubuntu ในแบบ Windows
ซึ่งมันก็ผิดตั้งแต่ต้นแล้ว
ก่อนใช้ compiz เขาก็เตือนไว้แล้วว่า มันยังอยู่ในขั้นทดลอง…
ผมก็เริ่มใช้ Ubuntu มาไม่นาน แต่ชีวิตก็ปกติสุขดี ไม่เคยกลับไปจับ Windows อีกเลย
ถ้าลดการแต่งหน้าทาปากลงซะบ้าง ชีวิตอาจสดวกสบายขึ้นเยอะนะครับ
KnightBaron on 16 Jun 2009 at 12:08 #
เอ่อ ต้องขออภัยจริงๆ ครับ ผมไม่ทราบเลยว่า Compiz อยู่ในขั้นทดลอง ไม่แน่ใจว่าผมอาจจะอ่านข้ามไป หรือมันไม่มีแจ้งไว้ (ในที่ๆ ผมต้องอ่านผ่าน) กันแน่
ส่วนการใช้งาน Ubuntu ในแบบ Windows ผมไม่เข้าใจว่าคุณหมายความว่าอย่างไร สำหรับตัวผมเองเข้าใจว่าสิ่งที่ผมทำเป็นเพียงกับปรับแต่ง Ubuntu ให้เหมาะสมกับการใช้งานของผมครับ
nxxx on 16 Jun 2009 at 12:22 #
Compiz = เกินความจำเป็น
Window = Computer Cosmetic
KnightBaron on 16 Jun 2009 at 17:56 #
Effect Compiz บางตัว มันก็เพิ่ม Useability ได้จริงๆ นะครับ (เช่น Minimize / Windows Switcher เป็นต้น ผมไม่แน่ใจว่าผมเขียนไปในบทความรึเปล่าว่าหลังจากที่ผมเปิด Effect Max (Ubuntu preset) แล้ว ผมก็เริ่มรำคาญกับไอ้ Wobble Window จนสุดท้ายก็เปิดแค่ Normal แล้วมาปรับแต่งเองด้วย Compizconfig settings manager อีกนิดหน่อยจนเหลือแค่พอดีๆ (สำหรับผมล่ะนะ ไม่รู้พอดีของคุณคือแค่ไหน)) และ Composition Manager ซึ่งส่วนตัวผมเข้าใจว่าของ Compiz น่าจะสมบูรณ์ที่สุดนะครับ
ป.ล. รู้สึกผมจะติดใช้ () เกินไปหน่อย ขออภัยนะครับหากจะอ่านลำบากสักนิด – -”
Alex on 19 Jun 2009 at 11:41 #
จากประสบการณ์ที่เล่น Ubuntu มาหลายปี
ในแต่ละรุ่นของมันก็มีปัญหาบ้าง
รุ่นล่าสุด 9.04 นี่ผมแทบไม่เจอปัญหาอะไร
ใช้อยู่ทั้ง Desktop, Notebook , EEEPC 701
ทำงานได้ดีมากๆ ใครยังใช้รุ่นเก่า ควร Upgrade ครับ
อย่างหนึ่งที่เจอคือ Ubuntu บางรุ่นอาจไม่เข้ากับ Hardware
ของเครื่องบางรุ่น ทำให้ต้องปรับแต่งหรือหา Driver มาลงเพิ่ม
ซึ่งตรงนี้เองอาจเป็นปัญหาก็ได้
อย่างรุ่น 8.10 นี่ถ้าจะเล่นกับ EEEPC 701 ต้องปรับแต่งเยอะมาก
แต่กับ 9.04 ไม่ต้องทำอะไรเลย
น่าเสียใจแทนคุณถ้า Ubuntu มันเป็นสาเหตุที่ทำให้เครื่องพัง
ส่วนตัวแล้วยังชอบใช้มันต่อไป… แม้ว่าเครื่องจะพัง
Ruby on 13 Jul 2009 at 13:33 #
ผมก็ใช้ Ubuntu นะ แต่ยิ่งใช้ไปยิ่งสังเวชว่า
aoc gold on 27 Jul 2009 at 13:30 #
Great article. Thanks for the great resource.